จาก “โลกร้อน” สู่ “โลกรวน” และมาถึง “โลกเดือด” นี่ไม่ใช่แค่การเล่นคำของนักสื่อสาร แต่สะท้อนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งบอกว่าสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศกำลัง “เร่งความเร็ว” ขึ้นอย่างน่าตกใจ
ถ้าถอดรหัส “ระยะเวลา” ของความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุค เราจะเห็นภาพชัด ยุค “โลกร้อน” (Global Warming) อยู่ช่วงระหว่างทศวรรษ (ค.ศ.) 1980 – 2010 ประมาณ 30 ปี นี่เป็นช่วงที่เราเริ่มตระหนักว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกำลังสูงขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คำนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ว่าโลกกำลังเก็บความร้อนไว้มากขึ้น ความรู้สึกในตอนนั้น เรารู้ว่ามันเป็นปัญหา แต่ยังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องที่ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ผลกระทบหลัก ๆ ที่เราพูดถึงคือ “น้ำแข็งขั้วโลกละลาย”

หลังจากนั้น เราเรียกยุค “โลกรวน” (Climate Change) ตั้งแต่ 2010-2023 กินเวลาประมาณ 13 ปี เนื่องจากว่าบริบท “โลกร้อน” เริ่มใช้ไม่ได้ผล บางพื้นที่ไม่ได้แค่ร้อน แต่เจอพายุรุนแรง น้ำท่วมฉับพลัน หรือหนาวจัดผิดปกติ คำว่า “โลกรวน” (Climate Change) จึงถูกนำมาใช้เพื่อสื่อถึงความแปรปรวนสุดขั้ว (Extreme Weather) ระยะเวลาของยุคนี้สั้นลงกว่ายุคแรกมาก เพราะผลกระทบเริ่มโจมตีเราโดยตรงทั้งน้ำท่วมใหญ่ ภัยแล้งยาวนาน และฤดูกาลที่บิดเบี้ยว
แล้วก็มาถึง “โลกเดือด” คำที่เริ่มใช้เมื่อปี 2023 จนถึงนาทีนี้ ความหมายคือเราได้ก้าวข้ามขีดจำกัดบางอย่างมาแล้ว อากาศไม่ใช่แค่ “ร้อน” อย่างเดียว แต่ร้อนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อการดำรงชีวิต และระบบนิเวศกำลังพังทลายลงอย่างรวดเร็ว ระยะเวลาห่าง “สั้นลง” อย่างน่ากลัว กราฟความหายนะไม่ได้พุ่งขึ้นเป็นเส้นตรง (Linear) แต่พุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ว่าจะเกิดในอีก 20 ปีข้างหน้า กลับเกิดเร็วขึ้น ยุคนี้เราไม่สามารถพูดแต่เรื่องการป้องกัน แต่ต้องเน้น “การปรับตัวเพื่ออยู่รอด” แบบจริงจัง
เพื่อสร้างความรู้ในการปรับตัวให้อยู่รอด ทุกภาคส่วนที่มียุทธศาสตร์ด้านกิจการเพื่อสังคมจึงเน้นการ input ให้เกิดความตระหนักรู้ในสถานการณ์ การรับมือกับผลกระทบ (ที่เกิดขึ้นแล้ว) จนถึงการใช้ชีวิตแบบตั้งสติ ไม่เพิ่มความเสียหายแก่ธรรมชาติมากไปกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน


กิจกรรม “นักสืบสายน้ำ” เป็นเครื่องมือสร้างความรู้ให้แก่กลุ่มเยาวชนมาตั้งแต่ปี 2540 (ค.ศ. 1997) ริเริ่มโดยมูลนิธิโลกสีเขียว (ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์) ถึงวันนี้ที่โลกเดือด ก็ยังไม่ล้าสมัย เพราะ “ข้อมูล” ที่เป็นวัตถุดิบในการใช้กับ “เครื่องมือ” นี้ อยู่ในพื้นที่จริง และในสภาพปัจจุบัน

โรงไฟฟ้าบางปะกงจัดกิจกรรม “ค่ายนักสืบสายน้ำ โรงไฟฟ้าบางปะกง” ที่มุ่งเป้ากลุ่มเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2569 ก็เป็นค่ายนักสืบสายน้ำ ตอน “ตาชั่งคาร์บอน” เป้าหมายเป็นนักเรียนชั้น ม.4 จาก 3 โรงเรียนในพื้นที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ โรงเรียนพานทองสภาชนูปถัมภ์ โรงเรียนบางปะกงบวรวิทยายน และโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จำนวนรวม 39 คน



เป้าหมายสำคัญของการจัดค่ายนักสืบสายน้ำ นอกจากจะสร้างประสบการณ์เรียนรู้ ทักษะชีวิต และความคิดเพื่อส่วนรวมแล้ว การจัดค่ายในปีนี้ ยังเน้นให้ความสำคัญกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ ตั้งแต่การเกิด ผลกระทบ การลดการปล่อย การกักเก็บในธรรมชาติ เพื่อความตระหนักรู้และเกิดแรงบันดาลใจสู่การเปลี่ยนแปลงตนเองผ่าน “พันธะสัญญาคาร์บอน” ที่แต่ละคนสามารถเริ่มได้ทันที ถ้ามีกำลังก็ชวนเพื่อน ชวนครู มาร่วมเปลี่ยนไปด้วยกันเท่าที่เราทำได้











“ค่ายนักสืบสายน้ำ โรงไฟฟ้าบางปะกง” จึงเป็นค่ายวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเล็ก ๆ ที่หนุนเสริมเยาวชนมาช่วยกันออกแรงหมุนโลกไปในทิศทางสร้างสรรค์ที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ใช้ชีวิตไหลไปตามกระแสของโลกอย่างที่เป็นอยู่ เป้าหมายมิใช่แค่เพื่อตนเอง แต่เพื่อส่วนรวมและลุ่มน้ำบางปะกงที่ยั่งยืน





TAG : #นักสืบสายน้ำ #โรงไฟฟ้าบางปะกง #พันธะสัญญาสายน้ำ #ตาชั่งคาร์บอน #CarbonBalance #น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า #อยู่ดีกินดี #บางปะกง #อยู่ดีกินดีที่แม่น้ำบางปะกง #ทักษะชีวิต #มิตรภาพ #สิ่งแวดล้อม #ค่ายวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม