ไมโครพลาสติก กับปัญหา “โรค” แตก

ไมโครพลาสติก ภัยเงียบที่ปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม พบสะสมในร่างกายคนไทยกว่า 80% อ่านสาเหตุ ผลกระทบต่อสุขภาพ และวิธีลดความเสี่ยงจากขยะพลาสติกได้ที่นี่
ไมโครพลาสติก กับปัญหา “โรค” แตก

ผลวิจัยของ สสส.บอกว่า แหล่งไมโครพลาสติกที่พบมากที่สุดมาจากน้ำดื่มบรรจุในถ้วย (แบบที่ชอบแจกในงานขาวดำ) พบสูงสุด 382 ชิ้นต่อลิตร รองลงมาเป็นขวด PET พบ 331 ชิ้นต่อลิตร

เมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมสถาบันอุดมศึกษาสิ่งแวดล้อมไทย (สอสท.) และภาคีเครือข่ายนักวิจัย จัดเสวนาวิชาการเพื่อนำเสนอผลการศึกษาสถานการณ์ไมโครพลาสติกในพื้นที่ต้นแบบบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง พบว่าในร่างกายคนไทยมี “พลาสติก” สะสมสูง (อยู่ในร่างกายมาก) กว่าร้อยละ 80 โดยพบจากการตรวจปัสสาวะ-อุจจาระ ในปัสสาวะพบเฉลี่ย 3.24 ชิ้นต่อ 100 มิลลิลิตร ในอุจจาระพบเฉลี่ย 3.6 ชิ้นต่อ 20 กรัม

ปกติ ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง การปัสสาวะครั้งหนึ่งจะมีปริมาณอยู่ที่ 250-400 มิลลิลิตร หรือประมาณหนึ่งขวดน้ำดื่มขนาดเล็ก การพบ “พลาสติก” เกือบ 4 ชิ้นต่อปัสสาวะ 1 ใน 4 จึงถือว่าไม่น้อยเลย

มันเข้าไปในร่างกายได้อย่างไร?

ไมโครพลาสติก (Microplastics) คือเศษพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ทุกวันนี้เรารับสิ่งปนเปื้อนนี้เข้าสู่ร่างกายได้จากหลายช่องทางโดยเฉพาะจากน้ำดื่ม อาหารทั่วไป และอาหารทะเล

ผลวิจัยของ สสส.บอกว่า แหล่งไมโครพลาสติกที่พบมากที่สุดมาจากน้ำดื่มบรรจุในถ้วย (แบบที่ชอบแจกในงานขาวดำ) พบสูงสุด 382 ชิ้นต่อลิตร รองลงมาเป็นขวด PET พบ 331 ชิ้นต่อลิตร (ที่เรานึกไม่ถึงคือ ทุกครั้งที่คุณปิด-เปิดฝาขวดน้ำ ก็คือการทำให้ไมโครพลาสติก “ร่วง” ลงน้ำ) ในน้ำแข็ง 63 ชิ้นต่อ 150 ลิตร และในปลาทู-อาหารโปรดของเรา พบ 78 ชิ้นต่อตัว

เมื่อวิจัยโดยใช้เทคนิคตรวจวัดด้วยตาข่าย 50 ไม่โครเมตร ซึ่งวิธีนี้สามารถพบไมโครพลาสติกได้มากกว่าวิธีมาตรฐาน 42 เท่า ก็พบว่าสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด ทั้งกุ้ง หอยแครง ปลากะพง มีไมโครพลาสติกโดยถ้วนหน้า

เรามีขยะสูงถึง 27.2 ล้านตันต่อปี (เฉลี่ย 1.2 กก.ต่อคน) แต่ไม่มีการแยกขยะแบบเข้มงวด เมื่อขยะพลาสติกหลุดลงไปในแหล่งน้ำต่าง ๆ ก็แตกตัวเป็นไมโครพลาสติก และย้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในที่สุด

เมื่อเรากินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีไมโครพลาสติกปนเปื้อน ร่างกายจะตอบสนองและเกิดความเสี่ยงในหลายระดับ เช่น การอักเสบและการระคายเคือง อนุภาคของพลาสติกที่มีเหลี่ยมคม (ถึงจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) สามารถทำลายเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในลำไส้ ทำลายสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ เพราะไมโครพลาสติกสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร และการสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย

ในกรณีที่มีการสะสมในอวัยวะภายใน เมื่อพลาสติกถูกย่อยจนกลายเป็น “นาโนพลาสติก” ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 1 ไมโครเมตร มันจะสามารถซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปสะสมในอวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ไต สมอง และรกในหญิงตั้งครรภ์

ตัวพลาสติกเองไม่ได้มีแค่ความอันตรายทางกายภาพ แต่เปรียบเสมือน “ฟองน้ำ” ที่ดูดซับสารพิษเอาไว้ด้วย พลาสติกมักมีสารเติมแต่ง เช่น BPA (Bisphenol A) และ Phthalates ซึ่งเป็นสารรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ เมื่อสารเหล่านี้หลุดซึมเข้าสู่ร่างกาย จะไปเลียนแบบหรือยับยั้งฮอร์โมนเพศ ส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ (เช่น มีบุตรยาก) และอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด

ไมโครพลาสติกที่ลอยอยู่ในทะเลมักดูดซับโลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว และสารเคมีเกษตรที่เป็นพิษร้ายแรง เมื่อสัตว์ทะเลกินเข้าไป สารพิษเหล่านี้จะเกิดการสะสมทางชีวภาพ และส่งต่อมาถึงเราเมื่อเรากินอาหารทะเลที่ว่า

ส่วนความเสี่ยงจากการสะสมในระยะยาว ยังไม่มีงานวิจัยที่สรุปได้แน่ชัดร้อยเปอร์เซนต์ แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่าการสะสมไมโครพลาสติกในระยะยาวอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ (จากการพบอนุภาคพลาสติกในผนังหลอดเลือด) ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติหรืออ่อนแอลง และภาวะเครียดออกซิเดชัน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเสื่อมของเซลล์และโรคมะเร็ง

แล้วเราจะหลีกเลี่ยงวงจรอุบาทว์นี้อย่างไร?

ว่าที่จริง นึกไม่ออกเหมือนกันครับ มันอยู่ห่วงโซ่อาหารเสียแล้ว แต่ถ้าพูดถึงการ “ลด” ความเสี่ยงที่ไม่ข้องแวะกับตัววัตถุดิบอาหารก็พอมีทาง เพียงแต่มันจะจุกจิก ต้องอาศัยความมีวินัยของตัวเองสักหน่อย เช่น ถ้าต้องเดินทางก็ต้องพกน้ำกรองจากบ้านใส่กระติกติดตัวไปด้วย ถ้าเป็นที่ทำงานก็หวังว่าจะมีการติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ หลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกแบบซิงเกิลยูส หรือใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น หลอด แก้วน้ำพลาสติก กล่องโฟม ฯลฯ เพราะพลาสติกลุ่มนี้มีโมเลกุลเปราะบาง ย่อยสลายยาก แต่แตกตัวง่าย ยิ่งเมื่อโดนปัจจัยภายนอกในสิ่งแวดล้อมกระตุ้น เช่น รังสียูวี แรงลม กระแสน้ำ โครงสร้างทางเคมีของมันจะถูกทำลายอย่างรวดเร็ว แทนที่จะย่อยสลายกลับแตกหักทางกายภาพเป็นชิ้นที่เล็กลงเรื่อย ๆ กลายเป็นไมโครพลาสติก (และนาโนพลาสติก) ในที่สุดอย่างรวดเร็ว

พกกระติกน้ำ ช้อน กล่องข้าว ใส่ถุงผ้ากันครับ อย่างน้อยก็มั่นใจว่าแต่ละมื้อไม่กินพลาสติกเข้าไปไปทางอ้อม

แหล่งอ้างอิง:

https://dol.thaihealth.or.th/Media/Index/1b6349d9-ec44-f111-858e-b76bc522b1fb?isSuccess=False

https://tshe.org/main/news?postid=313733

https://www.thaipbs.or.th/news/content/505383

TAG #ไมโครพลาสติก #ขยะทะเล #แม่น้ำบางปะกง #สิ่งแวดล้อม #อยู่ดีกินดี #พายเรือทวนน้ำ #หาอยู่หากิน #วิถีริมแม่น้ำ

Share:

โรงไฟฟ้าบางปะกงชวนเยาวชน 39 คน จาก 3
ท่ามกลางยุค "โลกเดือด" ที่สถานการณ์อากาศแปรปรวนรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงไฟฟ้าบางปะกง จัดกิจกรรม
โครงการ “บรูดาน้อยผจญภัย” แอนิเมชั่น 5 เรื่อง
การ “ป้อน” เรื่องสิ่งแวดล้อมในวัยเด็ก สำคัญที่การออกแบบเนื้อหาและวิธีการให้สอดคล้องกับพัฒนาการของการรับรู้และเรียนรู้ด้วยความเข้าใจในพัฒนาการช่วงวัยเด็ก
“ผักบุ้งคั่วกะปิ” กับข้าวบ้าน ๆ ที่มีคุณค่าอาหารอย่างดี เส้นผักบุ้งเคี้ยวง่าย

ส่งข้อความถึงเรา

Tags
ย้อนรอย ตำนานเพลงบางปะกง ที่ครูนคร มังคลายน แต่งขึ้นในปี 2497 เพื่อดึงดูดผู้ชม และกลายเป็น เพลงประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีเพ็ญศรี
ค้นพบเรื่องราว "วัดเมืองแมด" อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา วัดเก่าแก่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ แหล่งค้นพบจารึกอักษรลาวโบราณ เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ชุมชนลาวพวน
โรงเจแห่งแรกในฉะเชิงเทรา สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2440 สมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ใน ตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
วัดพิมพาวาสจะมีการประกอบพิธี “ตักบาตรน้ำผึ้ง”ทุกวันเพ็ญเดือนสิบ ประเพณีดั้งเดิมของชาวมอญที่ทั่วประเทศเหลือสืบทอดเพียงไม่กี่แห่ง
ผีแถน เทพเจ้าผู้ควบคุมฟ้าฝนของคนอีสาน มีความสำคัญในพิธีกรรมต่างๆ เช่น บุญบั้งไฟ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อขอฝนและความอุดมสมบูรณ์ในฤดูทำนา
งานบุญบั้งไฟฉะเชิงเทรา หรือ บั้งไฟท่าตะเกียบ จัดขึ้นที่ อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นงานประเพณีที่สืบทอดจากชาวอีสาน มีขบวนแห่ การแสดง และการจุดบั้งไฟที่น่าตื่นตาตื่นใจ