คนโบราณนำเครื่องเทศและสมุนไพรมาใช้กับอาหารตั้งแต่เมื่อไหร่?
หลักฐานทางโบราณคดีและบันทึกเก่าแก่ระบุว่า มนุษย์คุ้นเคยนำพืชที่เป็นเครื่องเทศและสมุนไพรมาใช้ในอาหารนานนับพันปีแล้ว ทั้งเพื่อการถนอมเนื้อสัตว์ไม่ให้เน่าเสีย และปรุงอาหารให้มีรสละมุนลิ้น
ความรู้ที่ค่อย ๆ ตกผลึกจนกลายเป็นภูมิปัญญานี้อาจเรียกว่า “ศาสตร์แห่งการอยู่รอด” ของคนโบราณที่แม้คนทุกวันนี้ก็ยังใช้ประโยชน์ในชีวิต

มีการค้นพบ “คราบเมล็ดมัสตาร์ดป่า” บนเศษหม้อดินเผาโบราณที่มีอายุราว 6,000 ปี ในยุโรปตอนเหนือแถบทะเลบอลติก (กินพื้นที่ตั้งแต่ยุโรปตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เอสโตเนียไปจนถึงกลุ่มประเทศนอร์ดิก) แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ยุคหินเริ่มรู้จักการใช้เครื่องเทศในการถนอมอาหารและปรุงแต่งรสชาติเนื้อสัตว์และปลา
ในเอเชีย พบร่องรอยคราบของขิง ขมิ้นชัน ในเศษภาชนะดินเผาและฟันของมนุษย์โบราณในอินเดีย ซึ่งมีอายุราว 4,500 ปี
ในแอฟริกา มีบันทึกในปาปิรุส เป็นบันทึกทางการแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ระบุการใช้กระเทียม หอมแดง ยี่หร่า และมินท์ เป็นยารักษาโรคและใส่ในอาหารที่ทำให้แรงงานผู้สร้างพีระมิด นอกจากนี้ยังพบว่าชาวอียิปต์ใช้อบเชยในพิธีทำมัมมี่ นี่แสดงว่าการค้าเครื่องเทศจากเอเชียไปตะวันออกกลางมีมานานกว่า 3,000 ปีแล้ว (เพราะอบเชยมีถิ่นกำเนิดในเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
ใกล้บ้านเราเข้ามาอีกนิดคือจีน มีบันทึกในบทกวีคลาสสิกเมื่อกว่า 2,000 ปี พูดถึงการเก็บเกี่ยวชวงเจี่ย (พริกหอม) และขิง มาใช้เป็นเครื่องหอมในพิธีกรรม และใส่ในเนื้อสัตว์เพื่อถนอมอาหาร ตำราแพทย์จีนโบราณยังบอกถึงการจำแนกสมุนไพรสด เช่น ผักสวนครัวต่าง ๆ เพื่อปรับธาตุในร่างกายโดยควบคู่กับการกินอาหารประจำวันในบ้านเรา
นักโบราณคดีไทยพบร่องรอยการใช้ทั้งเครื่องเทศและสมุนไพรในถ้ำผีแมน แม่ฮ่องสอน และถ้ำในเขตอำเภอไทรโยค กาญจนบุรี เช่น เมล็ดพืชตระกูลส้ม และเครื่องเทศกลุ่มมีเหง้า (ข่า ขิง ขมิ้น) กับกลุ่มพวกเมล็ดที่รสเผ็ด (มะแขว่น พริกไทยป่าหรือดีปลี) หลักฐานดังกล่าวมีอายุราว 3,000–4,000 ปี แสดงว่าบรรพชนบนแผ่นดินนี้รู้จักการใช้พืชที่มีกลิ่นหอมร่วมกับผักป่าตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนจะพัฒนามาเป็นน้ำพริกแกงในกาลต่อมา
สำรับอาหารไทยที่ “มองเห็น” เครื่องเทศและสมุนไพรได้ชัดที่สุด หนีไม่พ้นบรรดา “แกง” ต่าง ๆ (ยกเว้นต้มจืดที่มาจากจีน) ไม่ว่าภาคไหน แกงคือศูนย์รวมเครื่องเทศ สมุนไพร ที่ให้กลิ่นหอมฉุย รสชาติเข้มข้น